สภาพคล่องทางการเงินคืออะไร ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญ

สภาพคล่องทางการเงินคืออะไร

ในการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการมักให้ความสำคัญกับการทำกำไร การบริหารต้นทุน หรือการขยายกิจการเป็นหลัก แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันและมักถูกมองข้ามก็คือ “สภาพคล่องทางการเงิน” ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น หากธุรกิจขาดสภาพคล่องหรือมีสภาพคล่องไม่เพียงพอ ก็เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาทางการเงิน และอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด วันนี้สยาม เซย์ซอน จะมาอธิบายเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน ให้ทุกคนได้เข้าใจกันมากขึ้น เพื่อนำไปปรับใช้บริหารการเงินทั้งในชีวิตประจำวันและการทำธุรกิจ

สภาพคล่องทางการเงินคืออะไร

สภาพคล่องทางการเงิน (Liquidity) คือ ความสามารถของธุรกิจในการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เป็นเงินสด เพื่อนำมาใช้จ่ายหรือลงทุนได้อย่างคล่องตัว โดยที่ไม่กระทบต่อมูลค่าของสินทรัพย์มากนัก สภาพคล่องที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจมีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอในการดำเนินกิจการประจำวัน ทั้งการจ่ายชำระหนี้สินระยะสั้น หรือลงทุนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ตัวอย่างสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือที่ขายได้เร็ว เป็นต้น

สภาพคล่องทางการเงินสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ

หากเปรียบธุรกิจเป็นร่างกายมนุษย์ สภาพคล่องทางการเงินก็เปรียบเสมือนเลือดที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ทางด้านธุรกิจก็เช่นกัน จึงจำเป็นต้องมีสภาพคล่องที่ดี เพื่อให้ดำเนินกิจการได้อย่างราบรื่นและมีศักยภาพที่จะทำตลาดได้อย่างต่อเนื่อง หากธุรกิจมีสภาพคล่องที่ดีก็จะส่งผลดีในแง่ต่างๆ เช่น

  • มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอในการดำเนินธุรกิจ จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ตรงเวลา
  • สามารถชำระหนี้และภาระผูกพันทางการเงินได้ตามกำหนด โดยไม่เกิดผิดนัดชำระหนี้
  • มีเงินทุนพร้อมสำหรับการลงทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือขยายกิจการ เพื่อสร้างความเติบโต
  • สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น นักลงทุน พนักงาน คู่ค้า และเจ้าหนี้

ดังนั้น การมีสภาพคล่องที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอดและเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารสภาพคล่องควบคู่ไปกับการแสวงหากำไร เพื่อสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงและมั่นคงขององค์กร

สภาพคล่องทางการเงินควรมีเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ

ระดับสภาพคล่องทางการเงินที่เหมาะสมของแต่ละธุรกิจอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดของธุรกิจ ประเภทอุตสาหกรรม รอบระยะเวลาการเก็บเงินและการจ่ายเงิน ฤดูกาลของธุรกิจ เป็นต้น โดยทั่วไปนิยมวัดระดับสภาพคล่องเป็นจำนวนวันที่ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้หากไม่มีรายได้เข้ามาเลย

ตัวอย่างเช่น

หากธุรกิจมีค่าใช้จ่ายประจำวันละ 10,000 บาท และมีเงินสดสำรองอยู่ 500,000 บาท ก็ถือว่าธุรกิจมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะดำเนินงานได้ 50 วัน (500,000 / 10,000) แม้จะไม่มีรายได้เข้ามาเลยก็ตาม ซึ่งถือเป็นสภาพคล่องที่ค่อนข้างดี

อย่างไรก็ตาม ระดับสภาพคล่องที่พอเหมาะสำหรับธุรกิจทั่วไป ควรอยู่ที่ประมาณ 6-12 เดือนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพื่อสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินหรือช่วงขาลงของธุรกิจ และเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดอื่นๆ ด้วย แต่ไม่ควรมากเกินไป อาจทำให้มีเงินสดที่ไม่ได้ใช้งานหรือ Idle Cash จนทำให้เสียโอกาสในการนำเงินไปลงทุนหรือการต่อยอดที่ส่งผลดีต่อธุรกิจ

วิธีเช็กสภาพคล่องทางการเงิน

วิธีเช็กสภาพคล่องทางการเงินแบบง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง

ผู้ประกอบการสามารถประเมินสถานะสภาพคล่องของธุรกิจเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

1. เช็กจากงบรายรับรายจ่าย

ผู้ประกอบการควรจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เห็นภาพรวมของกระแสเงินสดในแต่ละเดือนว่า มีรายได้และค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง มีเงินเข้ามากกว่าเงินออกหรือไม่ หากมีรายจ่ายมากกว่ารายรับเป็นประจำ ก็แสดงว่ากิจการอาจมีแนวโน้มขาดสภาพคล่องในอนาคต สามารถคำนวณได้จากสูตรนี้

รายรับทั้งหมด – รายจ่ายทั้งหมด = เงินคงเหลือสุทธิ

2. คำนวณจากงบดุลส่วนบุคคล

การจัดทำงบดุลประจำเดือนหรือประจำไตรมาส จะทำให้ผู้ประกอบการเห็นภาพรวมสินทรัพย์ หนี้สิน และเงินออมส่วนตัวจากผู้ประกอบการ ซึ่งสามารถประเมินสภาพคล่องได้จากสัดส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น เงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ เทียบกับหนี้สินหมุนเวียน เช่น เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ระยะสั้น หากสัดส่วนดังกล่าวมากกว่า 1 ก็ถือว่ามีสภาพคล่องที่เพียงพอ สูตรคำนวณมีดังนี้

ทรัพย์สินทั้งหมด – หนี้สินทั้งหมด = ความมั่งคั่งสุทธิ

3. ดูจากอัตราส่วนสภาพคล่อง

หากมีการจัดทำงบการเงินอย่างเป็นทางการ ก็สามารถคำนวณอัตราส่วนสภาพคล่องได้จากข้อมูลในงบแสดงฐานะทางการเงิน (งบดุล) โดยอัตราส่วนสำคัญที่ใช้วัดสภาพคล่องได้แก่

  • อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน
  • อัตราส่วนเงินทุนหมุนเร็ว (Quick Ratio) = (เงินสด+หลักทรัพย์+ลูกหนี้การค้า) / หนี้สินหมุนเวียน
  • อัตราส่วนกระแสเงินสด (Cash Flow Ratio) = กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน / หนี้สินหมุนเวียน

โดยหากอัตราส่วนเหล่านี้มีค่ามากกว่า 1 ก็ถือว่าธุรกิจมีสภาพคล่องที่ดี และยิ่งมีค่ามากยิ่งแสดงว่ามีสภาพคล่องส่วนเกินที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้

4. ดูจากจำนวนเงินออมที่เก็บไว้

อีกวิธีหนึ่งในการประเมินสภาพคล่องคือ การดูจากจำนวนเงินสดและเงินฝากธนาคารที่ธุรกิจมีเก็บสำรองไว้ เทียบเป็นสัดส่วนกับค่าใช้จ่ายประจำเดือน โดยหากเงินออมมีมากกว่า 3 เท่าของค่าใช้จ่าย ก็ถือว่ามีสภาพคล่องที่เพียงพอสำหรับรอบระยะเวลา 1 ไตรมาส ซึ่งเป็นระดับสภาพคล่องขั้นต่ำที่ธุรกิจทั่วไปควรมีเผื่อไว้ ทั้งนี้ยิ่งมีเงินออมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้นเท่านั้น สามารถคำนวณได้จากสูตรนี้

จำนวนเงินออม / รายได้รวม = อัตราส่วนเงินออม

สรุปเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน

สรุปเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน

สภาพคล่องทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้ประกอบการไม่ควรละเลย เพราะเป็นตัวชี้วัดถึงสุขภาพทางการเงินและความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจ หากธุรกิจมีสภาพคล่องที่ดี ก็จะสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น จ่ายชำระหนี้ได้ตรงเวลา มีโอกาสในการลงทุนและเติบโต ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรหมั่นประเมินสภาพคล่องของธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ โดยพิจารณาจากงบกระแสเงินสด งบดุล อัตราส่วนทางการเงิน และเงินสดสำรองที่มี เพื่อให้ทราบถึงสถานะสภาพคล่องในปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มในอนาคตที่อาจเปลี่ยนแปลงไป 

สำหรับผู้ประกอบการรายใดที่ต้องการปรึกษาเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน หรือต้องการสินเชื่อหมุนเวียนธุรกิจ สยาม เซย์ซอนพร้อมให้บริการ ติดต่อขอรายละเอียดได้ผ่านทางเว็บไซต์ หรือ โทร. 02-0963121 

Share on
Scroll to Top